จุดเริ่มต้นของสาโท: จากสัญชาตญาณมนุษย์

จากข้าวเม็ดเล็กๆ ที่ถูกเปลี่ยนเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เรียกว่า “สาโท” ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตผู้คนพื้นถิ่นในภาคอีสานมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นงานเทศกาลใดๆ ในอดีตที่มีผู้คนมาปฏิสังสรรค์กัน อย่างเช่นงานบุญ งานบวช งานแต่ง หรือการลงแขกเกี่ยวข้าวมักจะมีการหมักสาโทไว้เพื่อใช้เป็นเครื่องดื่มในงานนั้นๆ สาโทคือส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมอีสาน เป็นที่มาของคำว่า “เหล้าไห-ไก่ตัว” หมายถึงการจัดอาหารสำหรับแขก หรือเพื่อนแบบเรียบง่ายที่สุด

 

สาโท ทำจากข้าวเหนียวนำมาหมักกับลูกแป้งสาโทและน้ำ โดยไม่ผ่านกระบวนการต้มกลั่น เป็นเครื่องดื่มที่มีกระบวนการผลิตเรียบง่าย ดื่มง่าย รสชาติอร่อย นิยมหมักที่บ้านในหมู่ชาวนา มักจะดื่มด้วยกันหลายคนในงานพิธีต่างๆ หรือในฤดูกาลทำนา ในอดีตหมักสาโทในไหเปิดดื่มสดๆ และต้องดื่มให้หมดในวันที่รสชาติดีที่สุด เราจึงต้องคำนวณเวลาเพื่อหมักสาโทไว้ล่วงหน้าก่อนวันที่จะดื่ม ซึ่งรสชาติของสาโทขึ้นอยู่กับฝีมือการหมักของแต่ละคน

 

มรดกจากตานวนและยายจันทร์

ตานวนและยายจันทร์ เป็นคู่สามีภรรยาชาวนาที่ใช้ข้าวของตัวเองหมักสาโทเพื่อดื่มกินกับญาติและเพื่อนฝูง จากการผลิตเพื่อดื่มเองจนเพื่อนฝูงติดใจในรสฝีมือ ถึงขั้นผลิตเพื่อจำหน่าย ตากับยายของผมผลิตเหล้ากลั่นจนเป็นที่ยอมรับของคนในชุมชนและระแวกใกล้เคียง

จากการการหมักสาโท และทำเหล้ากลั่นทำให้ตานวนและยายจันทร์มีเพื่อนฝูงมากมาย ทั้งต่างหมู่บ้านและต่างอำเภอ มักจะมีเพื่อนฝูงแวะมาเยี่ยมเยือนอยู่ไม่ขาด คนภายนอกไม่รู้ว่าพวกเขาทำอะไร จนกระทั่งมีเจ้าหน้าที่มาตรวจจับที่บ้านจึงได้รู้ว่าทั้งสองผลิตเหล้าขาย ตากับยายของผมได้นำข้าวที่ตนปลูกมาทั้งปีไปขายเพื่อชำระค่าปรับกับเจ้าหน้าที่สรรพสามิตอยู่หลายครั้ง แต่นั่นก็ไม่สามารถหยุดการผลิตของพวกเขาได้ จนกระทั่งถูกขู่ว่าจะจับเข้าคุก ทำให้ตากับยายของผมต้องเลิกผลิตไป

 

สาโทนานวนจันทร์: การฟื้นคืนชีพภูมิปัญญา

ไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด ครอบครัวของผมยังคงทำนาทุกปี ผมเองก็ต้องช่วยครอบครัวทำนาเนื่องจากเรากินข้าวด้วยกัน และมันก็เป็นสิ่งที่ตากับยายผมให้ความสำคัญที่สุด แม้ตานวนกับยายจันทร์จะจากเราไปแล้ว แต่สิ่งที่ยังหลงเหลืออยู่คือความทรงจำและภูมิปัญญาที่ฝากไว้ผ่านคำบอกเล่า ผมได้ทราบเรื่องเล่าการหมักสาโทของตากับยายหลังจากที่ผมได้ผลิตสาโทขายในปีแรก

สาโทนานวนจันทร์ ผลิตแบตช์แรกเริ่มต้นเพียง 2 ลิตร เกิดจากความคิดถึงของผมที่มีต่อตานวนกับยายจันทร์ เมื่อผมอายุ 14 ปี ยายสอนผมทำข้าวหมาก ยายบอกว่าเมื่อเทน้ำลงไปและหมักอีก 1-2 วัน มันจะกลายเป็นเหล้าสาโท ผมได้ลองหมักสาโทอีกครั้งเพื่อแบ่งปันกับเพื่อนๆ ในช่วงเทศกาลปีใหม่ และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี จนเพื่อนบอกให้ทำสาโทขาย

 

สาโทพื้นบ้านสู่ร้านอาหารไฟน์ไดนิ่ง

จากการหมักสาโทแบตช์แรกเพียง 2 ลิตร นำไปสู่การเสิร์ฟสาโทบนเชฟเทเบิล ร้านอาหาร “สำรับสำหรับไทย” เป็นร้านแรกที่เสิร์ฟสาโทนานวนจันทร์คู่กับอาหารของเชฟ คุณมิ้นท์-ธัญญพร จารุกิตติคุณ และเชฟปริญญ์ ผลสุข เจ้าของร้านและเชฟผู้ซึ่งเสาะหาวัตถุดิบพื้นบ้านและภูมิปัญญาอาหารพื้นถิ่น นำมาเล่าใหม่ผสมเก่า ผสานความคิดสร้างสรรค์ของเชฟออกมาเป็นอาหารเลิศรส

 

สำรับสำหรับไทยถือเป็นพื้นที่ปฏิสังสรรค์แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านอาหารไทย เมื่อหลายคนได้ชิมสาโทจึงเกิดการพูดถึงปากต่อปากและบอกต่อ ทำให้คนพูดถึงสาโทนานวนจันทร์โดยไม่ต้องโฆษณา

โซเชียลมีเดียทำให้โลกเชื่อมถึงกัน สาโทนานวนจันทร์เชื่อมสัมพันธ์มิตรภาพ

สาโทพื้นบ้านกำลังจะกลายเป็นเครื่องดื่มสากลที่คนทั่วโลกจะต้องหลงรักเหมือนผม เมื่อผู้คนได้รู้จักสาโทนานวนจันทร์ผ่านร้านอาหารหลายร้านที่เป็นพาร์ทเนอร์ของเรา ทำให้เรามีเพื่อนมากมายจากโซเชียลมีเดีย ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความสนใจในด้านอาหารและวัตถุดิบพื้นบ้าน

หลายคนขอมาเยี่ยมเยือนที่นานวนจันทร์ ทั้งเพื่อนๆ ชาวไทยและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา แคนาดา สวิตเซอร์แลนด์ ไอร์แลนด์ ออสเตรีย เยอรมนี ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น ฯลฯ ทุกคนมาเพื่อเรียนรู้วัฒนธรรมพื้นบ้านอีสาน กินอาหารอีสาน และดื่มสาโทด้วยกันกับครอบครัวของผม ทุกคนที่มาที่นี่ไม่ใช่นักท่องเที่ยว แต่ทุกคนคือเพื่อนของผม เมื่อมีโอกาสเราก็นัดเจอทานข้าวด้วยกัน และผมก็ไม่ลืมที่จะหิ้วสาโทไปฝากเสมอ

 

สาโท นำพามิตรภาพมากมายมาสู่นานวนจันทร์

จากการเริ่มต้นหมักสาโทแบชเล็กๆ ขยับขยายจนเป็นที่รู้จักของคนในวงการอาหาร มีสิ่งที่ผมประทับใจมากคือการที่ได้เห็นความพยายามจะส่งออกวัฒนธรรมสาโท ขยายไปที่ต่างประเทศให้คนทั้งโลกได้รู้จัก อย่างเช่น คุณเปียโน-สุพัณณดา พลับทอง เจ้าของร้านอาหารไทยในเวียนนา ประเทศออสเตรีย ร้าน Sip-song Bar ที่พยายามหมักสาโทที่เวียนนาโดยใช้ข้าวจากไทยจนสามารถทำได้สำเร็จและจำหน่ายในร้านอาหารของตนเอง เราวีดีโอคอลคุยกันเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้การหมักสาโท และหมักสาโทไปพร้อมๆ กันผ่านทางออนไลน์ จนกระทั่งคุณเปียโนมาที่ได้จึงได้นำ Sip Song Sato มาฝากครอบครัวเราถึงที่บ้าน เป็นสาโทที่หมักจากข้าวไทย ในเวียนนา และใช้น้ำแร่จากเทือกเขาแอลป์ 

สาโทคือเครื่องดื่มที่เชื่อมโยงมิตรภาพ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนของโลก เราก็ยังได้เจอกัน นอกจากนั้นยังมีกลุ่มเพื่อนๆ ที่ผลิตไวน์น้ำผึ้งที่ อ.เชียงดาว Day Drinkers Collective, ผู้ผลิตสุรากลั่นเชิงดอย ที่ไปเชียงใหม่เมื่อไหร่ก็ให้กานต้อนรับเราเป็นอย่างดี เพื่อนๆ ผู้ผลิตไวน์ที่กรุงเทพฯ Tipsy Tickles ที่ได้รู้จักกันผ่านการแบ่งปันเครื่องดื่มของเรา และเพื่อนๆ ร้านอาหาร หรือลูกค้าที่เคยสนุบสนุนเราในกรุงเทพฯ ก็ชวนกินข้าวทุกครั้งที่เราเดินทางไป จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ จากการหมักสาโทได้เชื่อมโยงผู้คนมากมาย 

เสรีภาพและความสุขขั้นพื้นฐาน

ความสัมพันธ์ การปฏิสังสรรค์ การกิน การดื่ม ยังคงเป็นเรื่องสามัญธรรมดาของมนุษย์โลกอยู่เสมอ การได้กินอาหารอร่อย แบ่งปันเรื่องราวดีๆ แบ่งปันประสบการณ์ แกล้มสาโทกับกัลยาณมิตร ยังคงเป็นความสุขที่เราสามารถเข้าถึงได้

แม้ในโลกยุคใหม่จะมีกฎเกณฑ์และระเบียบปฏิบัติมากมายที่จะมายับยั้งสัญชาตญาณมนุษย์เหล่านี้ ก็ไม่อาจทำได้ โดยเฉพาะเรื่องของการผลิตสุราสาโท แม้จะมีกฎหมายเอื้อการผูกขาดของผู้ผลิตสุรารายใหญ่ แต่ชาวบ้านอย่างเราก็ยังผลิตสาโทมาจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน เพราะมันคือวิถีชีวิต ความสุขขั้นพื้นฐาน และเสรีภาพที่ใครก็ไม่สามารถพรากไปจากเราได้

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *