การต่อยอดภูมิปัญญาพื้นบ้านกับยุคปัจจุบัน

          เมื่อเราพูดถึงเรื่องวัฒนธรรมภูมิปัญญาหลายคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องล้าสมัยเป็นสิ่งที่สมควรถูกเก็บไว้ในแง่ของการอนุรักษ์ในพิพิธภัณฑ์เมื่อพูดถึงคำเหล่านี้เมื่อไหร่กลิ่นเก่าก็ลอยมาทันทีแต่ในอีกมุมมองหนึ่งคำว่าวัฒนธรรมภูมิปัญญาพื้นบ้านกลับเป็นสิ่งที่ล้ำค่าถือเป็นวัตถุดิบและมรดกที่สำคัญสำหรับการต่อยอดให้กลายเป็นอะไรซักอย่างที่อยู่ร่วมกับยุคสมัยอาทิเช่นการต่อยอดภูมิปัญญาทางด้านอาหารเครื่องดื่มงานฝีมือเป็นต้น

          เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาในงาน Bangkok Design Week 2025 นานวนจันทร์ได้มีโอกาสจัดอีเวนท์พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องภูมิปัญญาพื้นบ้าน ร่วมกับสำหรับสำหรับไทย โดยได้รับการเอื้อเฟื้อสถานที่ Studio Kit Ta Khon (กิตตาโขน) ซึ่งตั้งอยู่ในย่านเจริญกรุง ซอย 30

       เป็นครั้งแรกที่ผมได้พูดถึง โปรเจคนานวนจันทร์ที่กำลังทำอยู่ ทั้งการพัฒนาสาโทการนำข้าวพันธุ์พื้นบ้านมาใช้ และการปรับเปลี่ยนภูมิปัญญาพื้นบ้านเพื่อให้อยู่ร่วมสมัย ในวันนั้นผมรู้สึกดีใจมาก ที่ได้เข้ามาอยู่ในแวดวงของผู้คนที่ชื่นชอบและรักในงานฝีมือพื้นบ้าน เรามีการ Workshop ชิมสาโทที่ทำจากข้าวพื้นบ้านกว่า 6 ชนิด เป็นสาโทสดๆ จากไห เสิร์ฟโดยใช้ขันเป็นภาชนะ ซึ่งเป็นงานดีไซน์จากแบรนด์ (Suchai Craft) สุชัยคราฟต์ ที่เข้ามาร่วมด้วย และมีกับแกล้มเป็นข้าวเหนียว กับจิ้นทุป เมนูง่ายๆ แสนอร่อยจากเชฟปริญญ์ และคุณ มิ้นธัญญพรจากร้านสำรับสำหรับไทย

     ภายในงานพูดคุยใน Session ว่าด้วยเรื่องการพัฒนาภูมิปัญญาพื้นบ้านให้อยู่ร่วมสมัย ผมได้เล่าไปถึง จุดเริ่มต้นก่อนที่จะมาทำสาโทซึ่งผมเคยเป็นสถาปนิก และทำงานเกี่ยวกับการออกแบบมาก่อน เมื่อผมได้ทำงานไปสักพักผมมองกลับไปที่บ้านของตัวเอง ทำให้เห็นว่าระยะห่างระหว่างผมกับบ้าน เริ่มห่างจากกันมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากต้องทำงานในเมือง แต่ในใจของผมกลับโหยหาบ้านนอก คิดถึงอาหารที่แม่ทำ คิดถึงท้องทุ่งนาที่เราเคยเล่น ผมจึงเกิดความคิดที่จะกลับไป

         บ้านของผมอยู่ที่อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งถือว่าห่างไกลจากเมือง และยังคงมีบรรยากาศของความเป็นบ้านนอกอยู่ที่บ้านตอนนี้แทบจะไม่เหลือผู้คนวัยเดียวกันกับผมเลยซึ่งเป็นวัยทำงานคนส่วนใหญ่จำเป็นต้องจากบ้านนอกเพื่อเข้ามาหาโอกาสในกรุงเทพ จะเหลือไว้แต่เพียงเด็กและคนแก่ที่กำลังโรยรา

       ผมกลับบ้าน และเริ่มออกแบบที่ดินของพ่อแม่ เป็นที่ดินมรดกได้รับมาจากตานวนและยายจันทร์ ซึ่งเป็นต้นทุนเดียวที่ผมมี ผมเริ่มออกสำรวจละแวกบ้านเพื่อมองหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ และวัตถุดิบที่สามารถหยิบมาพัฒนาได้ ผมเริ่มสร้างแบรนด์ให้กับบ้านของผมโดยใช้ชื่อของตากับยาย ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งสร้างที่นาผืนนี้ จึงกลายมาเป็นชื่อแบรนด์ นานวนจันทร์ NA-NUAN-CHUN (ทุ่งนาของตานวน และยายจันทร์)

     ในระหว่างที่เริ่มทำแบรนด์ ผมได้บอกเล่าสิ่งต่างๆ ที่ผมทำ ลงใน Social Media เพื่อเก็บบันทึกเหตุการณ์ การเปลี่ยนแปลงในทุกๆ วัน ผมได้ลองทำอะไรหลายๆ อย่าง จากวัตถุดิบใกล้ตัว จนกระทั่งได้ลองทำสาโท จากข้าวที่ครอบครัวผมปลูกเอง ทำให้ผมได้รู้จักกับร้านสำหรับสำหรับไทย คุณมิ้นธัญญพร จารุกิตติคุณ เป็นหนึ่งคนที่ได้ขอซื้อสาโทของผมตั้งแต่แบชแรก จนกระทั่งถึงตอนนี้ ผมได้พัฒนา ปรับรสชาติของสาโทให้มีความมาตรฐานขึ้น จนสามารถเสิร์ฟในร้าน Find dining ได้ขณะเดียวกันก็ได้รับการสนับสนุนจากสำรับสำหรับไทยอย่างต่อเนื่อง

    เรามีความคิดไปในทิศทางเดียวกัน คือการหยิบภูมิปัญญาพื้นบ้านมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในปัจจุบัน และต่อยอด ทำต่อจากสิ่งที่มีอยู่ให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ตัวผมเองเป็นเพียงหนึ่งคนที่กลับมาอยู่บ้านนอก และสร้างผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาพื้นบ้านเหล่านี้ ทำให้บ้านนอกมีสีสัน กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง แต่มันจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่ได้รับการอุดหนุน-Support ผมเชื่อว่ายังมีเพื่อนๆอีกหลายคนที่อยากกลับบ้านนอกในช่วงวัยนี้เรามีพลังมากที่สุดแล้วถ้าคนรุ่นใหม่ได้มีโอกาสกลับมาใช้ความคิดและพลังของตัวเองเพื่อพัฒนาบ้านนอกก็คงจะดี

 

ภูมิปัญญาพื้นบ้าน หรือวัตถุดิบพื้นถิ่นใดๆ ถ้าหากไม่มีการถูกนำไปใช้ ต่อให้เป็นสิ่งที่มีค่ามากแค่ไหน คนก็จะค่อยๆ ถูกลืมและเลือนหายไปในที่สุด

บทสรุปของการสนทนาของเราในวันนี้เราแทบไม่ได้พูดถึงการเก็บรักษาภูมิปัญญาแต่เราพูดถึงว่าจะนำมันมาใช้อย่างไรเพื่อให้เกิดประโยชน์กับปัจจุบันมากที่สุดและทำอย่างไรภูมิปัญญาพื้นบ้านที่เรามีอยู่เหล่านี้จะถูกพัฒนาไปอีกขั้นให้กลายเป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านสมัยใหม่

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *